ที่ท่องเที่ยว

วัดพระธาตูผาซ่อนแก้ว

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว  ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม ซึ่งเรียกว่าผาซ่อนแก้วนี้ มีธรรมชาติเป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม และบนยอดเขาสูงตระหง่านนั้น มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ซึ่งมีชาวบ้านทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตาม ๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” และพุทธสถานที่มาตั้งในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขาดังกล่าว จึงเรียกว่า “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” เพื่อเป็นนิมิตมงคลแก่ชาวบ้านทางแดง และผู้มาปฏิบัติธรรมสืบไป

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ในนาม “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ได้รับการอนุมัติจัดตั้งเป็นวัด ในมงคลนามว่า “วัดพระธาตุผาแก้ว” เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓  จากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีพระครูปลัด ปารมี สุรยุทโธ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เมื่อ ๓๐  พฤษภาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้สอดคล้องกับบริเวณที่ตั้ง ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “ผาซ่อนแก้ว”

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วตั้งอยู่ในชัยภูมิธรรม ณ บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดย คุณภาวิณี และ คุณอุไร โชติกูล ได้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินถวายเริ่มแรกจำนวน ๒๕ ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปัจจุบันมีผู้ร่วมถวายปัจจัยซื้อที่ดินเพิ่มรวมทั้งสิ้นมีที่ดินรวม ๙๑ ไร่

พระครูปลัดปารมี สุรยุทโธ และ พระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส สองครูบาอาจารย์คู่บุญคู่บารมี ร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์และเหล่าผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศได้ร่วมกันจัด สร้างเสนาสนะ กุฏิที่พักสงฆ์ อาคารปฎิบัติและบรรยายธรรม รวมถึงอาคารที่พักผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อรองรับคณะผู้มีจิตศรัทธาจากทุกแห่งหน ที่ หลั่งไหลกันเข้ามาอบรมภาวนาในแนวสติปัฎฐานสี่ แห่งองค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ากันอย่างต่อเนื่อง  เป็นที่ปิติยินดียิ่งของครูบาอาจารย์กับเหล่าบรรดาศิษยานุศิษย์ที่ได้ร่วม แรงร่วมใจ สละทั้งแรงกาย แรงทรัพย์  พร้อมทั้งความวิริยะอุตสาหะ และ ความตั้งใจมั่นเพื่อให้วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วเป็นที่ปฏิบัติภาวนาสำหรับผู้มี จิตศรัทธาสืบต่อไป…

…………………………………………………………………………………………………………………………………………

obdaorfuhzwfobro49-o

กังหันลมเขาค้อที่บ้านเพชรดำ
กังหันลมที่บ้านเพชรดำที่อำเภอเขาค้อเป็นสถานที่ท่องเทียวแห่งใหม่ที่ได้รับความนิยมกัอย่างรวดเร็ว กัยฃบโครงการก่อสร้างกังหันลมที่อยู่บนยอดเขา ซึ่งมองจากทิศทางไหนของเขาค้อก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนสวยงาม  ซึ่งโครงการนี้ได้เปิดทำการทดสอบและเดินใช้ในช่วงกลางๆปี 2559 แต่ในระหว่างการก่อสร้างก็มีนักท่องเทียวจำนวนมาก หลั่งไหลกันขึ้นไปสัมผัสความสวยงามของ เสากังหันลมซึ่งหมุนอย่างช้าสามารถมารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมากมาย เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟเกือบครึ่งจังหวัด แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นตรงนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเขาค้อ และจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเสากังหันมีมากมายหลายสิบต้นบนพืนฃ้นที่โล่งกว้างกินเนื้อที่หลายร้อยไร่ แต่ละต้นมีความสูงเกือบเท่าตึก สามสิบชั้น แต่ช่วงนี้นักท่องเที่ยวยังไม่สามารถเข้าในโครงการได้ ทางโครงการจะเปิดให้ผู้คนเข้าชมบริเวณภายในโครงการได้ในช่วงปลายปี2559 นักท่องเที่ยวยังได้สัมผัสกับ วิถีชาวบ้านของชาวเขาเผ่าม้งและ ลีซอ ซึ่งได้มาวางแผงขายของที่ระลึก และมีการละเล่นที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวเขา ใครที่ผ่านไปผ่านมาหรือ ต้องการมาเที่ยวที่เขาค้ออย่าพลาดเด็ดขา กังหันลมเขาค้อบ้านเพชรดำ

………………………………………………………………………………………………………………………………………….

 

ลานหินแตกลานหินแตก และลานหินปุม ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

ลานหินแตก เป็นลานหินตะปุ่มตะป่ำสีขาวอมเทาเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ จากการศึกษาทางธรณีวิทยาพบว่าในบริเวณดังกล่าวเป็นเทือกเขาซึ่งมีการเอียงเทของชั้นหินแบบโครงสร้างประทุนคว่ำ (ประทุน : หลังคาเรือ เกวียน หรือรถ มีลักษณะโค้งตามรูปร่างของยานพาหนะนั้น ๆ) โดยมีปลายข้างหนึ่งทางทิศเหนือเอียงเทลง มีรอยเลื่อนของชั้นหินขนาบสองข้างทั้งทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ต่อมามีการโก่งตัวของชั้นหินจึงทำให้เกิดรอยแตกเป็นแนวตั้งฉากกัน เมื่อเวลาผ่านไปน้ำใต้ดิน ฝน ลม ก็กัดกร่อนพื้นผิวไปเรื่อย ๆ จนทำให้ลานหินแตกมีสภาพดังเช่นที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
 เมื่อครั้ง “ยุทธการภูขวาง” ปี พ.ศ. 2515 ลานหินแตกเคยเป็นสมรภูมิรบระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่าย พคท. มีผู้เสียชีวิตจากการปะทะกันในครั้งนั้นเป็นจำนวนมากจนลานหินแตกได้รับการเรียกขานกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “ลานเลือด” บริเวณทางเดินหรือตามซอกหลืบของลานหินแตกอาจจะพบพันธุ์ไม้ประเภทมอส เฟิร์น กล้วยไม้ดิน และเอื้องหินต่าง ๆได้ สำหรับพันธุ์ไม้โดดเด่น ณ ลานหินแตกนี้ได้แก่ “กุหลาบขาว” ซึ่งจะออกดอกในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี
ลานหินแตก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินแตก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินแตก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
ทิวทัศน์ริมหน้าผา…..ผืนฟ้า…..แผ่นดิน และ นางแบบ !?
ลานหินแตก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินแตก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินแตก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินแตก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
  ลานหินแตกอยู่ห่างจากจุดจอดรถบริเวณ “ฐานพัชรินทร์” ไปทางทิศตะวันตกเพียงแค่ประมาณ 300 เมตร นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินมาชมความแปลกประหลาดอัศจรรย์ตามธรรมชาติของลานหินแตกได้อย่างสะดวกสบาย แต่หากต้องการจะไปนั่งรอชมภาพพระอาทิตย์ตกริมหน้าผาสวย ๆ ก็ต้องเดินจากลานหินแตกต่อไปอีกประมาณ 300 เมตรจึงจะถึงจุดชมทิวทัศน์พระอาทิตย์ตก ระหว่างเส้นทางสู่ “จุดชมทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกลานหินแตก” นักท่องเที่ยวจะต้องเดินผ่านสะพานไม้เล็ก ๆ ที่ทอดข้ามผ่านรอยแยกของลานหิน รอยแยกเหล่านี้บางรอยมีความลึกมากถึง 20 เมตร หากประมาทพลาดพลั้งตกลงไปก็อาจจะกลายร่างเป็นก้อนเนื้อเละ ๆ ได้แบบไม่ทันรู้ตัว สำหรับนักท่องเที่ยวที่มักจะหลงทางหลงทิศอยู่เป็นนิจ ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมแนะนำว่าให้ลองสังเกตบริเวณ “หัวเสา” ของสะพานไม้ข้ามรอยแยกดี ๆ จะพบว่ามีเครื่องหมายลูกศรชี้บอกเส้นทางเดินไปยังจุดต่อไปแปะติดอยู่ (เครื่องหมายลูกศรนี้จะแปะติดอยู่บริเวณหัวเสาของทุก ๆ สะพานทั้งขาไปและขากลับ) นักท่องเที่ยวสามารถใช้เครื่องหมายเหล่านี้เพื่อนำทางไป – กลับ “จุดชมทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกลานหินแตก” ได้

ลานหินตุ่มลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
อุตส่าห์หามุมถ่ายภาพสวย ๆ ได้ทั้งที…..ทำไมน้องพี่ทำหน้าเหมือนท้องผูกล่ะเนี่ย ?
ลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
……….ณ “ลานหินปุ่ม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า” อ.นครไทย จ.พิษณุโลก……….
  ลานหินปุ่ม เป็นลานกว้างริมหน้าผา มีหินนูนขึ้นเป็นปุ่มไล่เลี่ยกันเป็นจำนวนมาก จากการศึกษาทางธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าลานหินปุ่มเกิดขึ้นในลักษณะเช่นเดียวกันกับลานหินแตก เพียงแต่บริเวณลานหินปุ่มจะมีปุ่มหินนูนซึ่งมีขนาดเล็กและมีจำนวนมากกว่าบริเวณลานหินแตกเท่านั้น ในอดีต พคท.เคยใช้พื้นที่บริเวณลานหินปุ่มเป็นสถานที่พักฟื้นคนไข้เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้มีสายลมเย็นพัดผ่านอยู่เกือบตลอดเวลา

………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ภูลมโล ภูลมโล ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้ายจ.เลย

เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ธรรมชาติแห่งใหม่ ชมดอกซากุระบานสะพรั่ง กว่า 100,000 ต้น ในพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเป็นปีที่ 2 แล้ว ทุ่งดอกซากุระหรือพญาเสือโคร่ง เดิมนั้นเป็นพื้นที่ปลูกกระหล่ำปีของชาวม้ง ต่อมา ทางอุทยานฯ ต้องการให้ชาวม้งออกจากเขตพื้นที่ จึงได้ตกลงกับชาวม้งให้ปลูกพญาเสือโคร่งสลับกับการปลูกกระหล่ำปลีและต้องออก จากพื้นที่อุทยานในระยะเวลา 3 ปี เป็นการแลกแลกเปลี่ยน จนมา ปี 2550 บนภูลมโลเต็มไปด้วยพญาเสือโคร่งเป็นทุ่งซากุระบนพื้นที่1,200 ไร่กว่า 1 แสนต้น จากการเป็นพื้นที่ที่อุทยานฯ ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือแต่มีพื้นที่คาบเกี่ยวกับจังหวัดเลย โดยเฉพาะภูลมโลอยู่ในเขตจังหวัดเลยทั้งหมด โดยฤดูกาลท่องเที่ยวนี้คือขึ้นภูเดียว ชม 3 ภู 3 จังหวัด ได้แก่ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณื ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก ภูขี้เถ้า จ.เลย โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และมากางเต็นท์นอนท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นอุณภูมิต่ำกว่า 10 องศา ดอกซากุระ (พญาเสือโคร่ง) ช่วงนี้ได้เบ่งบานออกดอกสีชมพูสด นักท่องเที่ยวจะชมดอกซากุระแบบทั่วทุ่งภูลมโล ต้องประมาณปลายเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ้งเป็นช่วงที่ดอกซากุระจะบานทั่วเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ภูลมโล เป็นภูเขาสูงตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า สูงจากระดับน้ำทะเล 1,664 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จุดยอดมีก้อนหินขนาดใหญ่ สามารถยืนชมทัศนียภาพของเทือกเขาสูงซ้อนทับกันสวยงาม และมองเห็นหมู่บ้านหมันขาว และไร่กระหล่ำปลีสีเขียวกว้างใหญ่ สามารถกางเตนท์นอนพักแรมชมทะเลหมอกปกคลุมผืนป่าเชิงภูลมโล ในช่วงฤดูฝนและหนาวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการผจญภัย แนะนำว่าต้องเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ต้องการสูดอากาศบริสุทธิ์ จุดกางเต็นท์นอนสามารถดูดาวบนฟ้า และดาวบนดินแสงไฟจากหมู่บ้านข้างล่างได้อย่างชัดเจน
ภูลมโลเดิมเป็นพื้นที่สีแดง คอมมิวนิสต์ใช้เป็นพื้นที่ตั้ง และเป็นสนามบินลำเลียงอาวุธ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นอุทยานประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างคอมมิวนิสต์และทหาร มีร่องรอยการต่อสู้และการบันทึกเรื่องราวเป็นหลักฐาน มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติสวยงาม ท่ามกลางทะเลหมอกปกคลุมทั่วขุนเขา เรียนรู้วิถีชีวิตแบบอย่างการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวบ้านกกสะทอนและชาวเผ่า ม้ง เยี่ยมชมผลผลิตข้าวไร่ และสินค้าเกษตรคุณภาพดี กางเต็นท์พักนอนดูดาวท้าทายความหนาวธารพายุลม ชมทุ่งซากุระสีชมพูบานทั่วภู ช่วงกลางเดือนมกราคม ถึง กลางเดือนกุมภาพันธ์ //

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

น้ำตกร่มเกล้า- ภราดร11น้ำตกร่มเกล้า – ภราดร ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

น้ำตกร่มเกล้า – ภราดร คือ อีกหนึ่งน้ำตกที่มีชื่อเสียงของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยและอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีรูปแบบการท่องเที่ยวเป็นการพักผ่อนในธรรมชาติที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้ง ปี
น้ำตกร่มเกล้า – ภราดร เป็นน้ำตกฝาแฝด 2 แห่งที่อยู่ติดๆกัน อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 5 กิโลเมตร ในเส้นทางโรงเรียนการเมือง การทหาร ทางเข้าน้ำตกอยู่ซ้ายมือ แยก จากถนนประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเส้นทางเลียบน้ำตก มีขนาดไม่ใหญ่ สภาพโดยรอบเป็นป่าบริสุทธิ์งดงามมาก ส่วนน้ำตกภราดรนั้นเป็นน้ำตกชั้นล่างของน้ำตกร่มเกล้า ซึ่งวิธีการถึงตัวน้ำตกนั้น จะเข้าตามทางเดินเดียวกันแต่แยกไปตามทางเดินซ้ายมือก่อนจะถึงน้ำตกร่มเกล้า ประมาณ 200 เมตร ข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติม อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

………………………………………………………………………………………………………………………………………….

 

น้ำตกแก่งโสภาน้ำตกแก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก

“น้ำตก แก่งโสภา” หรือที่นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเรียกว่า “ไนแองการ่าเมืองไทย” เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สูงประมาณ 40 เมตร มีชั้นย่อย ๆ ทั้งหมด 3 ชั้น ด้านบนมีลักษณะเป็นแผ่นหินขนาดใหญ่วางขวางอยู่กลางทางน้ำ ด้านล่างมีโขดหินขนาดย่อมกระจายตัวอยู่ทั่วไป ในช่วงฤดูฝนสายน้ำสีโคลนของน้ำตกแก่งโสภาจะไหลแรงเชี่ยวกรากจนไม่สามารถลง เล่นน้ำได้ ส่วนในช่วงฤดูหนาว – ฤดูร้อนสายน้ำจะลดระดับความรุนแรงลงจนสามารถมองเห็นชั้นทั้ง 3 ของน้ำตกแก่งโสภาได้ชัดเจน นักท่องเที่ยวสามารถเดินตามบันไดลงไปยังจุดชมทิวทัศน์ด้านหน้าตัวน้ำตกเพื่อ ชื่นชมความงดงามแบบเต็ม ๆตาได้ (ในช่วงฤดูฝนจะมีการกั้นรั้วไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินลงบันไดผ่านไปยังจุดชม ทิวทัศน์ด้านหน้าน้ำตกแก่งโสภา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากการลื่นล้ม หรือถูกกระแสน้ำด้านหน้าตัวน้ำตกพัดปลิวไปครับ) น้ำตก แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก “น้ำตกแก่งโสภา”…..ไนแองการ่าแห่งเมืองไทย   โดยรอบบริเวณน้ำตกแก่งโสภามีแมกไม้น้อยใหญ่ขึ้นยืนต้นกางกิ่งใบให้ร่มเงา ครึ้ม บางต้นก็งอกรากปกคลุมซอกหลืบระหว่างหินใหญ่จนดูคล้ายกับฉากของภาพยนตร์ผจญ ภัยในดินแดนมหัศจรรย์ “ศาลเจ้าพ่อ – ศาลเจ้าแม่” เล็ก ๆที่ตั้งอยู่ระหว่างบันไดทางลงสู่จุดชมทิวทัศน์ด้านหน้าตัวน้ำตกก็เป็นอีก สิ่งหนึ่งซึ่งช่วยเสริมบรรยากาศให้เกิดความรู้สึกลึกลับชวนให้ค้นหา พืชจำพวกมอสและตะไคร่น้ำแพร่ขยายพันธุ์ไปทั่วพื้นผิวอันชื้นแฉะราวกับพรม กำมะหยี่สีเขียวสด ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามหากเพียงคุณลองหยุดคุยหยุดพูดกับญาติสนิทมิตรสหาย ซึ่งเดินทางมาด้วยกันแล้วเงี่ยหูฟังสรรพสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆกาย คุณก็อาจจะได้ยินเสียงของเหล่าแมลงและเสียงของเหล่านกตัวน้อยร้องระงมแข่ง กับเสียงซู่ซ่าของน้ำตกแก่งโสภาอยู่ไม่ไกล…..ณ สถานที่แห่งนี้…..ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ายังคงหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตจำนวน มากมายให้ดำรงอยู่ได้ด้วยความอาทร

………………………………………………………………………………………………………………………………………….

น้ำคกหมันแดงน้ำตกหมันแดง ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

น้ำตกหมันแดง เดิมมีชื่อว่า น้ำตก32 ชั้น เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆของอุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก โดยน้ำตกหมันแดง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มี 32 ชั้น แต่เดี๋ยวนี้นับกันแค่ 9 ชั้น นับเอาแต่ชั้นใหญ่ๆ และจากการสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศฝรั่งเศสและนักธรณีวิทยาจากประเทศ ไทย พบว่าบริเวณแผ่นหินลานน้ำตกหมันแดง มีรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อ มากกว่า 20 รอย ปัจจุบันยังไม่มีทางรถเข้าถึงสำหรับการเดินเท้าไปชมน้ำตกหมันแดง ก็เป็นอีกประสพการณ์หนึ่งในการผจญภัยในป่าเขตร้อน โดยใช้เวลา 1 วันเต็ม การเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวยังน้ำตกในขณะนี้ ทำได้โดยการเดิน เท้าเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีดอกลิ้นมังกรดอกไม้สีชมพูสดที่สามารถพบเห็นได้ในบริเวณหน้า น้ำตกหมันแดง บริเวณชั้นที่ 5 จะสามารถพบเห็นได้มากที่สุด โดยสามารถพบเห็นได้เฉพาะใน ช่วงปลายเดือนก.ค.จนถึงต้นเดือน ส.ค.นี้

 

 

………………………………………………………………………………………………………………………………………….

 

อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว

 แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของเพชรบูรณ์ ได้รับความนิยมในหมู่นักเดินทางที่ชอบการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 ครอบคลุมพื้นที่ป่ารอยต่อสองจังหวัด คือ ในเขตอำเภอเมือง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์และอำเภอคอนสาน จังหวัดชัยภูมิ มีเนื้อที่รวม 603,750 ไร่ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน อากาศจะหนาวเย็นที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อุณหภูมิประมาณ 2-5 องศาเซลเซียส เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำพอง แม่น้ำเลย มีสัตว์ป่าชุกชุมรวมทั้งนกชนิดต่าง ๆ ตามเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติบนเขาสูงผ่านจุดชมวิวริมหน้าผาสวยงาม อาทิ ผากลางโหล่น ผาล้อม ผากอง นอกจากนั้นยังมีถ้ำและน้ำตกที่สวยงามหลายแห่ง

สถานที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ

      ถ้ำผาหงษ์  ทางเข้าอยู่ตรงกิโลเมตรที่ 39 ทางหลวงหมายเลข 12 (หล่มสัก-ชุมแพ) ระยะทางเดินเท้าประมาณ 300 เมตร เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงาม บริเวณนี้เป็นเขาสูง มีทางเดินเท้าขึ้นยอดเขาไปอีกประมาณ 100 เมตร สามารถชมวิวทิวทัศน์และชมพระอาทิตย์ตกในตอนเย็นได้

     สวนสนบ้านแปก ทางเข้าอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 49 ทางหลวงหมายเลข 12 (หล่มสัก-ชุมแพ) ระยะทางเดินเท้าประมาณ 5 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นป่าสนสองใบ ขึ้นอยู่เป็นกลุ่มใหญ่เพียงชนิดเดียวตามธรรมชาติ ต้นไม้พื้นล่างประกอบด้วยทุ่งหญ้าและหญ้าเพ็กเป็นจำนวนมาก

    สวนสนภูกุ่มข้าว ทางเข้าอยู่ตรงกิโลเมตรที่ 53 ทางหลวงหมายเลข 12 (หล่มสัก-ชุมแพ) มีทางลูกรังจากแยกไปอีกเป็นระยะทาง 15 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นป่าสนสามใบ ลำต้นขนาดสูงใหญ่ ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติอย่างหนาแน่น พื้นที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร เมื่อยืนอยู่บนเนินเขาภูกุ่มข้าวจะเห็นยอดสนอยู่ในระดับสายตาเป็นแนวติดต่อกันทั้งสี่ด้านส่วนทางทิศใต้จะมองเห็นอ่างเก็บน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์

    น้ำตกซำผักคาว เป็นน้ำตกเล็ก ๆ ตอนบนของลำห้วยสนามทราย มีทางเดินเท้าเข้าไปตรงกิโลเมตร 64 ถนนสายหล่มสัก-ชุมแพ น้ำตกมีความสูงประมาณ 3 เมตร
    น้ำตกทรายทอง เป็นน้ำตกที่มีความกว้างที่สุดคือ ประมาณ 30 เมตร สูง 4 เมตร มีบรรยากาศร่มรื่นเหมาะสำหรับนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจ มีทางเดินเท้ามาทางน้ำตกเหวทราย ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร

    น้ำตกเหวทราย ทางเข้าอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 67 ทางหลวงหมายเลข 12 (หล่มสัก-ชุมแพ) ระยะทางเดินเท้า 1 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดที่เกิดขึ้นจากห้วยสนามทรายซึ่งเป็นแนวแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติระหว่างอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ มีความสูง 20 เมตร บริเวณลำห้วยใต้น้ำตกมีแอ่งน้ำ สามารถเล่นน้ำได้ ใต้น้ำตกมีชะง่อนหินเป็นเพิง สามารถหลบฝนหรือพักแรมได้ บรรยากาศตามบริเวณลำน้ำห้วยน่าเดินเล่น เพราะมีต้นไม้ปกคลุมตลอด

    น้ำผุด จากน้ำตกทรายทองไปไม่ไกล จะพบกับความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่สวยงาม คือมีน้ำไหลผุดมาตามก้อนหินมองดูคล้ายกับบ่อน้ำพุร้อน
    น้ำตกตาดพรานบา ทางเข้าอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอน้ำหนาว กิโลเมตรที่ 20 ไปตามทางหลวงหมายเลข 2211 สายบ้านห้วยสนามทราย – อำเภอหล่มเก่า รถยนต์สามารถเข้าถึงได้ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีน้ำไหลตลอดปีน้ำไหลลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 20 เมตร น้ำพุ่งเป็นลำสู่เบื้องล่าง แบ่งเป็นสองชั้น มีน้ำไหลตลอดทั้งปี สาเหตุที่มีชื่อว่าตาดพรานบานั้นมาจากพรานบาเป็นผู้เข้าไปพบน้ำตกแห่งนี้เป็นคนแรก

    ถ้ำใหญ่น้ำหนาว (ภูน้ำริน) ทางเข้าอยู่ตรงกิโลเมตรที่ 60 ไปตามทางหลวงหมายเลข 2211 สายบ้านห้วยสนามทราย อำเภอหล่มเก่า เมื่อเดินทางถึงบ้านหินลาด มีทางลูกรังเข้าถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ถ้ำใหญ่น้ำหนาวอยู่บนเขาสูงประมาณ 955 เมตร ลักษณะเป็นถ้ำใหญ่ในภูเขาหินปูน มีความวิจิตรพิสดารของหินงอกหินย้อยและแปลกที่สุดคือ มีน้ำไหลภายในถ้ำ จะเห็นปล่องธรรมชาติที่แสงแดดสามารถส่องเข้าไปภายในถ้ำเป็นช่วงๆ ในถ้ำเป็นที่อาศัยของฝูงค้างคาว ถ้ำแห่งนี้มีความลึกมากยังไม่มีผู้ใดเข้าไปทำการสำรวจอย่างทั่วถึง
   
ป่าเปลี่ยนสี อยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 67-70 ทางหลวงหมายเลข 12 เส้นหล่มสัก-ชุมแพ ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปีผืนป่าบริเวณนี้จะผลัดใบเปลี่ยนสีซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงาม

    ภูผาจิต (ภูด่านอีป้อง) ทางเข้าอยู่ตรงกิโลเมตรที่ 69 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 เส้นหล่มสัก-ชุมแพ ระยะทางเดินประมาณ 10 กิโลเมตร เส้นทางเดินค่อนข้างลำบาก ใช้เวลาเดินประมาณ 6-7 ชั่วโมง เป็นป่าที่สวยงาม ลักษณะเด่นเป็นภูเขาที่มีที่ราบบนยอดเขาคล้ายกับภูกระดึงแต่เล็กกว่า

      นอกจากนี้ทางอุทยานฯ ได้จัด เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินป่า ได้แก่ เส้นทางแรก เป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร เริ่มต้นจากทางแยกใกล้ที่ทำการอุทยานฯ ระหว่างทางจะได้พบเห็นนกชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบรอยช้างจำนวนมาก เส้นทางที่สอง เริ่มจากทางเดินตรงข้ามที่ทำการอุทยานฯ ลัดเลาะผ่านป่าเต็งรัง บ่อดินโป่งซึ่งมีช้าง กวาง และสัตว์อื่น ๆ ทางสายนี้ไปสิ้นสุดที่หน่วยพิทักษ์อุทยานซำบอน ระยะทาง 8 กิโลเมตร และถ้าเดินกลับที่พักต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร หากนักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์ต้องการเดินชมธรรมชาติต่อสามารถใช้เส้นทางเดินเท้าราบที่ทางอุทยานฯ ได้จัดไว้โดยเริ่มจากหน่วยพิทักษ์อุทยานซำบอนผ่านใจกลางอุทยานฯ สุดทางจะเป็นจุดเด่นอยู่ท่ามกลางสวนสน เมื่อขึ้นไปยืนอยู่บนเนินภูกุ่มข้าวจะเห็นยอดสนในบริเวณสวนสนอยู่ในระดับสายตา ระหว่างทางเดินจะพบสัตว์ป่า เช่น ช้าง กวาง เก้ง ระยะทางหน่วยพิทักษ์ซำบอนถึงสวนสน ประมาณ 12 กิโลเมตร 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *